ดูซีรี่ย์ American Gods สงครามเทพเจ้าสองสมัย

ดูซีรี่ย์ American Gods สงครามเทพเจ้าสองสมัย ซีรีย์ที่ได้บทมาจากนักเขียนชาวอังกฤษที่มีชื่อเสียง Neil Gaiman ที่เราอาจผ่านตาผลงานของเขามาบ้างทั้งในซีรีย์ภาพยนตร์และ (stop motion) อนิเมชั่น (Good omens-2019 , Coraline-2009, Stardust-2007)

ซึ่งแนวของนีลจะเป็นประเภทแฟนตาซีหม่นๆ เหมือนขนมหวานที่รสชาติออกขม ติดดาร์กนิดๆ ใครเคยอ่านผลงานเขียนของนีลก็จะรู้ว่าเวลาเอามาทำเป็นซีรีย์หรือหนังนี่คือลดความเข้มไปเยอะ ข้อดีคือทำให้เรื่องไม่เครียด ผ่อนคลายกว่า เหมือนเอาไปปรับให้สมดุลไม่เข้มจนตึง

แต่ก็ยังคงทิ้งความเทาๆ กับตลกร้ายตามแบบฉบับนิลเอาไว้ ซึ่งบทเขียนของนีลได้ถูกมาทำเป็นซีรีย์และได้นำมาพัฒนาต่อโดย Bryan fuller นักเขียนและโปรดิวเซอร์ชาวอเมริกา (Dead Like Me, Wonderfalls, Pushing Daisies, Hannibal)

ซีรีย์มีการดำเนินเรื่องไปแบบเนิบๆ ไม่เร่งรัดอะไรนัก ช่วงอินโทรมีการเกริ่นถึงความเชื่อในพระเจ้าของยุคเก่า (ซึ่งในซีรีย์จะมีการย้อนกลับไปพูดถึงสมัยก่อนอยู่เป็นระยะ) ด้วยชาวไวกิ้งที่เดินทางมายังอเมริกาและแสดงถึงการแก้ปัญหาด้วยความรุนแรง

เนื่องจากยังมีความเชื่อเกี่ยวกับการมอบสิ่งที่คิดว่าพระเจ้าต้องการให้เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับสิ่งที่ตัวเองต้องการเช่นกัน ก่อนจะตัดมาที่ตัวละครหลัก ชาโดว์ มูน (Ricky Whittle) ที่ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำออกมาก่อนกำหนด ระหว่างทางกลับบ้านเขาได้พบกับ เวนส์เดย์ (lan McShane)

ชายผู้มักจะได้ในสิ่งที่เขาต้องการอยู่เสมอ เวนส์เดย์ทาบทามชาโดว์ให้ทำงานกับเขา ด้วยบทสนทนาน่าพิศวง เรื่องวุ่นวายทั้งหลายตามมาหลังจากที่ชาโดว์ตอบรับการทำงานกับเวนส์เดย์

อย่างที่บอกว่า American Gods เป็นซีรีย์ที่ดำเนินเรื่องเรื่อยๆ แต่กลับไม่น่าเบื่อ ด้วยบทพูดที่มีเสน่ห์ประกอบกับการแสดงของเอียน (ถ้าคิดภาพตามไม่ออกให้นึกถึงที่เอียนรับบทผู้จัดการโรงแรมใน John Wick บรรยากาศคล้ายๆ กัน)

โดยเนื้อเรื่องหลักจะเกี่ยวกับเทพเจ้าและความเชื่อตามยุคสมัยที่แบ่งออกเป็นสองยุค เป็นเทพเจ้าตามความเชื่อในยุคโบราณและเทพเจ้ายุคใหม่ จะมีเอ่ยถึงยุครุ่งเรืองของเทพองค์นั้นๆ และนำเสนอการใช้ชีวิตของเทพยุคเก่าที่ไม่ได้รับการเคารพนับถือไปแล้วในสังคมปัจจุบัน

โดยสอดคล้องกับความศรัทธาของผู้คนที่เปลี่ยนไป เช่น ในสมัยก่อนถ้าฝนไม่ตกพืชผลเสียหายหรือแม้แต่เรื่องเล็กน้อยที่ผิดแปลกไปจากเดิม ผู้คนจะมีความเชื่อเรื่องพระเจ้าพิโรธ โกรธที่เราไม่นับถือบูชา หรือต้องการการสังเวยบูชา ด้วยเลือด เนื้อ ของบรรณาการไม่ว่าจะเป็นสัตว์สิ่งของ

หรือแม้แต่ชีวิตของมนุษย์ด้วยกันเอง ซึ่งเราคงคุ้นเคยกับการเซ่นไหว้ด้วยสาวบริสุทธิ์จากหนังสยองขวัญแนวซาตานหรือลัทธิต่างๆในภาพยนต์มาบ้าง ด้วยความเชื่อที่เปลี่ยนไปนั้นเองที่ทำให้ต้องมีการรวบรวมกำลังของเทพยุคเก่าเพื่อมาแย่งชิงอำนาจที่เคยเป็นของพวกเขาให้กลับมาอยู่ในมือเหมือนเมื่อก่อน

ตัดภาพมาที่ยุคปัจจุบัน การดำเนินชีวิตที่ต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงก็เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ความต้องการ สิ่งที่ร้องขอ (ต่อพระเจ้า) ไม่เหมือนกับคนในสมัยก่อนแล้ว สิ่งที่มีอิทธิผลต่อชีวิตเราในสมัยนี้ไม่ใช่สภาพดินฟ้าอากาศ ความแปรปรวนของท้องฟ้าไม่ทำให้เรากังวลอีกต่อไป

เนื่องจากการพัฒนาของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทำให้เราเข้าใจและเปลี่ยนความเกรงกลัวของเราให้ต่างออกไป พระเจ้าในยุคนี้จึงมาให้รูปแบบที่สอดคล้องกับชีวิตประจำวันสิ่งที่เราต่างก็ให้ค่าและความสนใจ ในซีซั่นแรกพวกเทพเจ้ายุคใหม่ที่เปิดตัวมาจะเป็น พระเจ้าแห่งเทคโนโลยี (The God of Technogy – Bruce Langley) สื่อ และ Mister World

ซึ่งยังคงเป็นตัวละครลับที่โผล่มาแค่ชื่อน่าจะเก็บไว้เปิดตัวตอนซีซั่นสอง แต่โดยรวมแล้วซีซั่นนี้เทพเจ้ายุคใหม่จะยังไม่มีซีนเท่ากับเทพยุคเก่าเท่าไหร่ เหมือนแค่ออกมาพอหอมปากหอมคอให้เรารับรู้บทบาทของทั้งสองฝั่งมากกว่า ประเด็นหลักๆ ก็จะเป็นการเสียดสีเรื่องความเชื่อความศรัทธาในแต่ละยุค

จับเทพทั้งสองสมัยมาปะทะกันเพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่ ใครที่ชื่นชอบประวัติความเป็นมาของเทพคงถูกใจและอินกับพื้นฐานข้อมูลเดิมที่ช่วยมาเสริมกับเนื้อเรื่องให้มีมิติมากขึ้น American Gods เป็นแฟนตาซีซีรีย์ที่ไม่หวือหวามากนัก คนที่คาดหวังว่าจะได้ดูฉากพลังเหนือธรรมชาติหรือความมหัศจรรย์ที่ฉีกออกไปอย่างชัดเจน อาจจะไม่สมหวังสักเท่าไหร่ แต่นั้นกลับเป็นข้อดีที่ทำให้โลกเทพนิยายในซีรีย์นี้ดูสมจริงขึ้นไปอีก

สรุป
โดยรวมๆ เป็นซีรีย์เกี่ยวกับความเคารพนับถือของคน (ซึ่งในที่นี้ก็จะเป็นคนอเมริกัน) กับพระเจ้าทั้งยุคเก่าและในสมัยปัจจุบัน มีการหยิบยกความเชื่อของคนสมัยก่อน (การบูชา,พิธีกรรม) มาเปรียบเทียบเป็นนัยๆ กับสมัยนี้ (สื่อ,เทคโนโลยี)

“หน้าจอคือแท่นบูชา ความสนใจและเวลา ดียิ่งกว่าเลือดแพะซะอีก” (หนึ่งในบทพูดของเทพยุคใหม่) จะเป็นแนวสงครามประสาท ซีซั่น 1 ยังไม่ได้มีการสำแดงพลังพิเศษแบบในหนังซุปเปอร์ฮีโร่หรืออะไรแบบนั้น และยังนำเสนอถึงความเชื่อความศรัทธาในรูปแบบที่แปลกใหม่น่าสนใจ

เป็นซีรีย์ที่ถ้าดูแบบไม่คิดมากปล่อยผ่านก็ได้ แต่ดูแบบเก็บรายละเอียดก็จะเป็นอีกความรู้สึกไปเลย ในส่วนของซีซั่น 1 เหมือนเป็นการเกริ่นแนะนำตัวละครแจกแจงบทให้คนดูเข้าใจซะมากกว่า